บทที่ ๒
ข้าวหนึ่งจาน
ในวันที่เรามีอาหารเต็มโต๊ะ
เราอาจไม่เคยคิดว่า “ข้าวหนึ่งจาน” มีค่ามากเพียงใด
แต่สำหรับคนที่กำลังหิว
ข้าวเพียงหนึ่งจานอาจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาในเวลานั้น
เราอาจมองข้าวหนึ่งจานว่าเป็นเพียงอาหารมื้อหนึ่ง
แต่สำหรับใครบางคน มันอาจหมายถึง
การได้อยู่ต่ออีกหนึ่งวัน
และบางครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่ง อาจไม่ใช่เงินก้อนใหญ่หรือความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่
แต่อาจเป็นเพียง
ข้าวหนึ่งจานจากคนที่มีไม่มากไปกว่ากัน
คนหิวที่หน้าร้าน
เย็นวันหนึ่ง “สมชาย” กำลังนั่งกินข้าวอยู่ในร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
เขาเป็นคนทำงานรับจ้างทั่วไป รายได้ในแต่ละวันไม่ได้มากมาย แต่ก็พอเลี้ยงครอบครัว
วันนั้นเขาสั่งข้าวกับแกงธรรมดาหนึ่งจาน
ขณะที่กำลังกิน เขาสังเกตเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าร้าน
ชายคนนั้นแต่งตัวเก่า ๆ
เขายืนมองผู้คนที่กำลังกินอาหารอยู่ในร้าน
แต่ไม่ได้เดินเข้ามา
สมชายมองอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วถามว่า
“กินข้าวหรือยังครับ”
ชายคนนั้นส่ายหน้า
“ยังครับ”
สมชายมองจานข้าวของตัวเอง
เขาเองก็ไม่ได้มีเงินมาก
เงินในกระเป๋ามีเพียงจำนวนหนึ่งสำหรับค่าเดินทางกลับบ้าน
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วเรียกแม่ค้าบอกว่า
“ป้า ขอข้าวเพิ่มอีกจานหนึ่งครับ เอาเหมือนของผม”
แม่ค้าจัดอาหารให้
สมชายยกจานนั้นไปให้ชายแปลกหน้า
“กินด้วยกันครับ”
ชายคนนั้นรับจานข้าวด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
“ขอบคุณครับ”
เขานั่งลงและกินอย่างช้า ๆ
แต่เพียงไม่กี่คำ น้ำตาของเขาก็ไหล
สมชายถามด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรหรือครับ”
ชายคนนั้นตอบว่า
“ผมไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เมื่อวานครับ”
สมชายเงียบไป
เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่า ข้าวหนึ่งจานที่เขาเพิ่งซื้อเพิ่มให้ชายแปลกหน้า จะมีความหมายมากถึงเพียงนี้
เราไม่รู้ว่าใครกำลังต่อสู้กับอะไร
คนที่เดินผ่านเราในแต่ละวันอาจกำลังมีเรื่องราวมากมายซ่อนอยู่
คนที่ดูเงียบอาจกำลังมีปัญหา
คนที่แต่งตัวธรรมดาอาจกำลังแบกภาระทั้งครอบครัว
คนที่ยืนอยู่ข้างถนนอาจไม่มีเงินแม้แต่จะซื้ออาหาร
และคนที่ยิ้มให้เรา อาจเพิ่งผ่านคืนที่ร้องไห้มาทั้งคืน
เราไม่มีทางรู้เรื่องราวของทุกคน
แต่เราเลือกได้ว่า เมื่อมีโอกาส เราจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร
บางคนอาจคิดว่า
“ไม่ใช่เรื่องของเรา”
บางคนอาจเดินผ่านไป
แต่บางคนเลือกที่จะหยุด
แล้วถามเพียงว่า
“กินข้าวหรือยังครับ”
คำถามง่าย ๆ เพียงประโยคเดียว อาจกลายเป็นประตูบานแรกของความกรุณา
ผู้ให้เองก็ไม่ได้มีมาก
หลายคนเข้าใจว่า ถ้าจะช่วยคนอื่นต้องมีเงินมากเสียก่อน
ต้องมีบ้านใหญ่
ต้องมีทรัพย์สินมาก
ต้องมีเวลาว่าง
ต้องเป็นคนมีฐานะ
แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น
สมชายเองก็ไม่ได้ร่ำรวย
เขามีเงินเพียงพอสำหรับตัวเองในแต่ละวัน
แต่เขาเห็นคนที่หิวกว่า
เขาจึงแบ่งสิ่งที่ตัวเองมี
นี่คือหัวใจของความกรุณา
ไม่ได้ถามว่า “ฉันมีมากพอหรือยังที่จะให้”
แต่ถามว่า
“สิ่งที่ฉันมีอยู่ตอนนี้ แบ่งปันให้คนอื่นได้หรือไม่”
บางคนมีเงินร้อยบาท แบ่งได้สิบบาท
บางคนมีอาหารหนึ่งจาน แบ่งได้ครึ่งหนึ่ง
บางคนมีเวลาเพียงสิบนาที แต่ใช้เวลานั้นรับฟังคนที่กำลังทุกข์
บางคนไม่มีอะไรจะให้เลย แต่ยังสามารถยิ้มให้กำลังใจคนอื่นได้
ความกรุณาจึงไม่ได้เริ่มต้นจากความร่ำรวย
แต่เริ่มต้นจาก หัวใจที่มองเห็นผู้อื่น
ชีวิตของชายแปลกหน้า
ชายคนนั้นชื่อ “วิทยา”
เขาเคยมีครอบครัวและมีงานทำ
แต่หลังจากบริษัทที่เขาทำงานปิดกิจการ เขาตกงาน
เงินเก็บค่อย ๆ หมด
จากนั้นภรรยาก็ล้มป่วย
ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ในที่สุดเขาต้องขายทรัพย์สินที่มีเพื่อรักษาภรรยา
หลังจากภรรยาเสียชีวิต วิทยาก็แทบไม่เหลืออะไร
เขาเดินทางหางานไปเรื่อย ๆ
บางวันได้งาน
บางวันไม่ได้
และมีหลายวันที่เขาต้องนอนโดยไม่ได้กินอาหาร
วันที่สมชายพบเขา เป็นวันที่เขากำลังคิดว่าจะกลับไปยังบ้านเกิด
แต่เขาไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าว
ข้าวหนึ่งจานในวันนั้นจึงไม่ใช่เพียงอาหาร
แต่มันทำให้เขารู้สึกว่า
โลกนี้ยังมีคนที่มองเห็นเขา
สิ่งที่สำคัญกว่าอาหาร
หลังจากกินข้าวเสร็จ วิทยายกมือไหว้สมชาย
“ขอบคุณมากนะครับ”
สมชายตอบว่า
“ไม่เป็นไรครับ แค่ข้าวจานเดียวเอง”
วิทยาส่ายหน้า
“สำหรับคุณอาจเป็นแค่ข้าวจานเดียว แต่สำหรับผม วันนี้มันสำคัญมาก”
สมชายไม่ได้คิดอะไรมาก
เขาเพียงยิ้ม
แล้วเดินทางกลับบ้าน
เขาไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เขาทำในวันนั้นจะติดอยู่ในใจของวิทยาไปอีกนาน
และเขายิ่งไม่รู้ว่า
ข้าวหนึ่งจานนั้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ของชายอีกคนหนึ่ง
วันหนึ่งเขาลุกขึ้นอีกครั้ง
วิทยากลับบ้านเกิด
เขาเริ่มทำงานเล็ก ๆ รับจ้างทุกอย่างที่หาได้
ล้างจาน
ขนของ
ซ่อมแซมบ้าน
ทำสวน
งานอะไรก็ตามที่ได้เงินสุจริต เขาทำหมด
เขาค่อย ๆ เก็บเงิน
จากหนึ่งร้อยเป็นหนึ่งพัน
จากหนึ่งพันเป็นหนึ่งหมื่น
จากนั้นเขาเริ่มขายอาหารเล็ก ๆ หน้าบ้าน
เพราะเขาคิดว่า
“ถ้าไม่มีข้าวจานนั้นในวันนั้น ไม่รู้ว่าผมจะมีกำลังกลับมาเริ่มต้นชีวิตหรือไม่”
ร้านเล็ก ๆ ของเขาค่อย ๆ เติบโต
ไม่นานนัก เขามีร้านอาหารเป็นของตัวเอง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาทำเป็นประจำ
ทุกเย็น เขาจะเตรียมอาหารไว้หนึ่งชุด
และวางไว้หน้าร้าน
สำหรับคนที่หิวแต่ไม่มีเงิน
เขาไม่เคยถามว่า
“ทำไมถึงไม่มีเงิน”
ไม่เคยถามว่า
“เคยทำงานอะไร”
ไม่เคยถามว่า
“จะคืนให้เมื่อไร”
เขาเพียงพูดว่า
“ถ้าหิวก็กินก่อนครับ”
ข้าวหนึ่งจานเดินทางต่อ
เวลาผ่านไปหลายปี
ร้านของวิทยาเป็นที่รู้จักในชุมชน
ไม่ใช่เพราะอาหารอร่อยที่สุด
แต่เพราะทุกคนรู้ว่า
คนที่ไม่มีเงินก็สามารถกินที่ร้านนี้ได้
วันหนึ่ง เด็กชายคนหนึ่งเข้ามาหยิบอาหารที่วางไว้
วิทยาถามว่า
“เอาไปกินที่บ้านหรือ”
เด็กชายตอบว่า
“ครับ แม่ผมป่วยครับ”
วิทยาจึงเพิ่มอาหารให้อีกหนึ่งชุด
“เอาไปเผื่อแม่ด้วย”
เด็กชายยกมือไหว้
แล้ววิ่งกลับบ้าน
หลายปีต่อมา เด็กชายคนนั้นเติบโตขึ้น
เขากลายเป็นครู
และเมื่อเขามีเงินเดือน เขามักซื้ออาหารไปแจกคนยากจนในชุมชน
เมื่อมีคนถามว่า
“ทำไมถึงทำอย่างนี้”
เขาตอบว่า
“ตอนเด็ก ๆ ผมเคยได้รับข้าวจากคนคนหนึ่งโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ผมเลยอยากส่งต่อให้คนอื่นบ้าง”
ข้าวหนึ่งจานจึงเดินทางต่อไป
จากสมชาย
สู่วิทยา
จากวิทยา
สู่เด็กชาย
จากเด็กชาย
สู่คนอื่นอีกมากมาย
โดยที่คนเหล่านั้นอาจไม่เคยรู้จักกันเลย
ความกรุณาไม่ได้วัดด้วยปริมาณ
เราอาจเคยคิดว่า
การให้มากย่อมดีกว่าการให้น้อย
แต่ในความเป็นจริง สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเราให้มากแค่ไหน
แต่คือ
เราให้ด้วยหัวใจอย่างไร
คนร่ำรวยให้เงินหนึ่งแสนบาท อาจเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับเขา
แต่คนยากจนแบ่งข้าวครึ่งจานให้คนที่หิวกว่า อาจต้องเสียสละมากกว่า
ดังนั้น เราจึงไม่ควรดูถูกความดีเพียงเพราะมันมีขนาดเล็ก
ข้าวหนึ่งจาน
น้ำหนึ่งแก้ว
เสื้อผ้าหนึ่งชุด
คำพูดหนึ่งคำ
เวลาสักสิบห้านาที
หรือการยื่นมือช่วยคนที่กำลังล้ม
สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยในสายตาของเรา
แต่สำหรับคนที่กำลังต้องการ มันอาจเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก
บุญไม่ได้อยู่ที่ราคา
ในทางพระพุทธศาสนา การให้หรือ ทาน ไม่ได้พิจารณาเพียงมูลค่าของสิ่งของ
แต่ยังเกี่ยวข้องกับเจตนาของผู้ให้
ผู้ให้ด้วยจิตเมตตา
ให้ด้วยความเต็มใจ
ให้โดยไม่ดูหมิ่นผู้รับ
และให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
ย่อมเป็นการฝึกจิตให้รู้จักเสียสละ
การให้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้รับมีมากขึ้น
แต่ยังทำให้ ใจของผู้ให้กว้างขึ้น
จากคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง
ค่อย ๆ กลายเป็นคนที่มองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น
จากคนที่ถามว่า
“ฉันจะได้อะไร”
ค่อย ๆ กลายเป็นคนที่ถามว่า
“ฉันช่วยอะไรได้บ้าง”
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของหัวใจมนุษย์
อย่ารอให้มีมากแล้วจึงให้
บางคนบอกตัวเองว่า
“ถ้ารวยเมื่อไร ฉันจะช่วยคน”
“ถ้ามีเวลามากกว่านี้ ฉันจะทำประโยชน์”
“ถ้ามีเงินมากพอ ฉันจะบริจาค”
แต่ชีวิตไม่มีใครรู้ว่า “วันนั้น” จะมาถึงเมื่อไร
ในขณะที่วันนี้ เราอาจมีบางสิ่งที่สามารถแบ่งปันได้แล้ว
เราอาจมีข้าวหนึ่งจาน
มีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้
มีหนังสือที่อ่านจบแล้ว
มีเวลาว่าง
มีความรู้
มีประสบการณ์
มีคำพูดดี ๆ
หรือมีเพียงรอยยิ้ม
อย่าคิดว่าสิ่งที่เรามีเล็กเกินไปที่จะให้
เพราะสำหรับคนที่กำลังขาด
สิ่งเล็ก ๆ ของเราอาจมีความหมายอย่างมาก
วันที่เราเองเป็นฝ่ายต้องการ
ชีวิตของคนเราไม่แน่นอน
วันนี้เราอาจเป็นผู้ให้
วันหนึ่งเราอาจกลายเป็นผู้รับ
วันนี้เราอาจแข็งแรง
วันหนึ่งเราอาจต้องการคนพยุง
วันนี้เราอาจมีอาหารเต็มโต๊ะ
วันหนึ่งเราอาจเป็นคนที่กำลังรอข้าวหนึ่งจาน
ดังนั้น การช่วยเหลือผู้อื่นจึงไม่ใช่การทำตัวเป็นผู้เหนือกว่า
แต่เป็นการยอมรับว่า
เราทุกคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันในบางช่วงของชีวิต
เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้
การให้จะไม่ทำให้เรารู้สึกว่าเรา “สูงกว่า” ผู้รับ
แต่ทำให้เรารู้สึกว่า
เรากับเขาเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ข้าวหนึ่งจานในวันนี้
บางทีวันนี้เราอาจมีโอกาสทำสิ่งเล็ก ๆ ให้ใครบางคน
หากเห็นคนหิว
แบ่งอาหารให้เขา
หากเห็นคนไม่มีน้ำ
ยื่นน้ำให้เขา
หากเห็นคนกำลังลำบาก
ถามว่าเราช่วยอะไรได้บ้าง
ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่
เพราะโลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงด้วยการกระทำใหญ่เพียงอย่างเดียว
โลกเปลี่ยนแปลงจากการกระทำเล็ก ๆ ของคนจำนวนมาก
เหมือนหยดน้ำเล็ก ๆ
เมื่อรวมกันมากพอ
ก็กลายเป็นแม่น้ำ
เหมือนเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ
เมื่อได้รับการดูแล
ก็กลายเป็นต้นไม้ใหญ่
และเหมือนความกรุณาเล็ก ๆ
เมื่อถูกส่งต่อ
ก็สามารถกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปัน
ข้อคิดท้ายบท
ความกรุณาไม่ได้วัดด้วยสิ่งที่ให้
แต่วัดด้วยหัวใจของผู้ให้ข้าวหนึ่งจานอาจมีราคาไม่กี่สิบบาท
แต่ถ้ามอบให้คนที่กำลังหิว
มันอาจมีค่ามากกว่าสิ่งของราคาแพงเพราะสิ่งที่ผู้รับได้รับ
ไม่ใช่เพียงอาหารแต่คือความรู้สึกว่า
“ยังมีคนมองเห็นเรา”อย่ารอให้ตัวเองมีมาก
แล้วจึงคิดจะให้เพราะความกรุณาไม่ได้เริ่มต้นจากทรัพย์สิน
แต่เริ่มต้นจากหัวใจหากวันนี้เรามีข้าวหนึ่งจาน
และเห็นคนหนึ่งคนกำลังหิวข้าวหนึ่งจานนั้น
อาจกลายเป็นความหวังของเขาและหากเขาได้รับความหวังแล้ว
วันหนึ่งเขาอาจส่งต่อความหวังนั้นให้คนอื่นความกรุณาจึงเหมือนข้าวหนึ่งจาน
เมื่อแบ่งออกไป
มันอาจไม่ได้ทำให้โลกของเราน้อยลงแต่กลับทำให้โลกของใครบางคน
อิ่มขึ้นและเมื่อความอิ่มนั้นกลายเป็นความกตัญญู
ความกตัญญูกลายเป็นการให้
การให้กลายเป็นความกรุณาข้าวหนึ่งจานก็อาจเดินทางไกลกว่าที่เราเคยคิด
จากโต๊ะอาหารหนึ่งโต๊ะ
สู่หัวใจของผู้คนมากมาย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น